Untitled Document
๒.๘ พระไตรปิฎก : โครงสร้าง ชื่อคัมภีร์และสาระสังเขปของพระสุตตันตปิฎก

พระไตรปิฎก : โครงสร้าง ชื่อคัมภีร์และสาระสังเขปของพระสุตตันตปิฎก 
ชื่อคัมภีร์และสาระสังเขปของพระสุตตันปิฎก

          พระสูตร หรือที่เรียกในทางวิชาการว่า พระสุตตันปิฎก เป็น 1 ใน 3 ปิฎก มีลักษณะที่แตกต่างออกไปจากพระวินัยปิฎกและ
พระอภิธรรมปิฎก คือ เป็นการแสดงพระธรรมเทศนาที่มี บุคคล เหตุการณ์และสถานที่เข้ามาประกอบที่เรียกว่า บุคลาธิษฐาน โดยที่พระพุทธเจ้าทรงปรารภบุคคลเป็นต้น แล้วทรงถือโอกาสแสดงธรรมเทศนา ที่มีลักษณะเป็น ธรรมาธิษฐานบ้าง แต่ก็มีเป็นส่วนน้อย
พระธรรมเทศนาในพระสูตรมีเป็นจำนวนมาก หลายหมวด หลายประเภท

         ในพระสูตรนี้ มิใช่ว่าจะมีแต่พระธรรมเทศนาของพระพุทธเจ้าเท่านั้นยังมีธรรมภาษิตของเทวดาผู้มาเฝ้าและสนทนาธรรมกับพระพุทธเจ้าก็มีมีธรรมภาษิตของพระอรหันตสาวกและของพระอรหันตสาวิการวมอยู่ด้วย ฉะนั้น พระสูตรจึงประกอบด้วยอรรถรสและธรรมรสหลากหลาย ซึ่งเป็นมรดกทางปัญญาตกทอดมาแต่บรรพบุรุษผู้ซึ่งได้ศึกษาค้นคว้าและยึดถือเป็นหลักปฎิบัติในการดำรงชีวิตย่อมก่อให้เกิดความร่มเย็นเป็นสุขแก่ตนและแก่สังคมอย่างแท้จริง

พระสุตตันปิฎก แบ่งออกเป็น 5 นิกาย
รียกย่อว่า ที มะ สัง อัง ขุ ได้แก่
1. ทีนิยกาย ว่าด้วยสูตรหรือพระธรรมเทศนาขนาดยาว จำนวน 34 สูตร
2. มัชฌิมนิกาย ว่าด้วยสูตรหรือพระธรรมเทศนาขนาดปานกลาง จำนวน 152 สูตร
3. สังยุตตนิกาย ว่าด้วยสูตรหรือพระธรรมเทศนา ที่ประมวลข้อธรรมหรือเรื่องราวไว้เป็นพวก ๆ จำนวน 2,752 สูตร
4. อังคุดตรนิกาย ว่าด้วยสูตรหรือพระธรรมเทศนาที่จัดเป็นข้อ ๆ และเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ตั้งแต่ 1 ข้อ 2 ข้อ เป็นต้น จำนวน 7,902 สูตร
5. ขุททกนิกาย ว่าด้วย สูตรหรือพระธรรมเทศนาเบ็ดเตล็ดต่าง ๆ มี 15 เรื่อง หรือ 15 หัวข้อใหญ่ บางข้อจัดเป็นสูตร บางข้อก็มิได้จัดเป็นสูตร

๒.๙ เรื่องน่ารู้จากพระไตรปิฎก




จูฬกัมมวิภังคสูตร

          จูฬกัมมวิภังคสูตร เป็นพระสูตรหนึ่งในจำนวนสิบสูตรของวิภังควรรค ในมัชฌิมนิกาย พระสุตตันตปิฎก พระสูตรนี้ว่าด้วยคนทำกรรมแล้วได้รับผลต่าง ๆ
ที่มาของพระสูตร พระสูตรนี้ พระพุทธเจ้าทรงแสดงแก่สุภมานพ โตเทยบุตร ขณะประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของอนาถบิณฑิกเศรษฐี เขตกรุงสาวัตถี เพื่อทรงตอบปัญหาของสุภมานพ เรื่องเหตุที่ทำให้สัตว์มีอายุสั้น มีอายุยืน มีโรคมาก มีโรคน้อย เป็นต้น

          รูปแบบของพระสูตร รูปแบบของจูฬกัมมวิภังคสูตรเป็นการสนทนาแบบถาม-ตอบ มีอุปมาอุปไม ประกอบใจความสำคัญของพระสูตร สุภมานพ โตเทยบุตร ทูลถามถึงเหตุที่ทำให้สัตว์มีอายุสั้น มีอายุยืน มีโรคน้อย เป็นต้นและ กำเนิด มีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์ มีกรรมเป็นที่พึ่งอาศัย กรรมจึงจำแนกสัตว์ให้ เลวและดีต่างกันเมื่อมาณพกราบทูลให้อธิบาย จึงตรัสอธิบายเป็น 7 คู่ คือ

1. เหตุที่ทำให้อายุสั้น เพราะฆ่าสัตว์ เหตุที่ทำให้อายุยืน เพราะไม่ฆ่าสัตว์
2. เหตุที่ทำให้มีโรคมาก เพราะเบียดเบียนสัตว์ เหตุที่ทำให้มีโรคน้อย เพราะไม่เบียดเบียนสัตว์
3. เหตุที่ทำให้มีผิวพรรณทราม เพราะเป็นผู้มักโกรธ เหตุที่ทำให้ผิวพรรณผ่องใส เพราะเป็นผู้ไม่โกรธ
4. เหตุที่ทำให้มีอำนาจน้อย เพราะมีใจริษยา เหตุที่ทำให้มีอำนาจมาก เพราะมีใจไม่ริษยา

๒.๑๐ ศัพท์ทางพระพุทธศาสนา




ฌาน – ญาณ

          ฌาน (absorption) หมายถึง ภาวะจิตสงบประณีต ซึ่งมีสมาธิเป็นองค์ธรรมหลัก เป็นภาวะจิตที่มีสมาธิถึงขั้นอัปปนาสมาธิ (สมาธิแน่วแน่) แล้ว ฌานมีหลายชั้น ยิ่งเป็นชั้นสูงขึ้นไปเท่าใด องค์ธรรมต่าง ๆ ที่เป็นคุณสมบัติของจิต ก็ยิ่งลดน้อยลงไปเท่านั้น ฌาน โดยทั่วไป แบ่งเป็น 2 ระดับใหญ่ ๆ และแบ่งย่อยออกไปอีกระดับละ 4 รวมเป็น 8 อย่าง เรียกว่า ฌาน 8 หรือสมาบัติ 8 คือ

1. รูปฌาน 4 ได้แก่
1.1 ปฐมฌาน (ฌานที่ 1) มีองค์ประกออบ 5 คือ วิตก(ความนึกคิด) วิจาร(การพิจารณาอารมณ์) ปิติ(ความอิ่มใจ) สุขและเอกัดคตา(ความมีอารมณ์เป็นอันเดียว)
1.2 ทุติยฌาน (ฌานที่ 2) มีองค์ประกอบ 3 คือ ปีติ สุข เอกัคคตา
1.3 ตติยฌาน (ฌานที่ 3) มีองค์ประกอบ 2 สุข เอกัคคตา
1.4 จตุตถฌาน (ฌานที่ 4) มีองค์ประกอบ 2 คือ อุเบกขา (ความวางเฉย) และเอกัคคตา

2. อรูปฌาน 4 ได้แก่
2.1 อากาสนัญจายตนะ หมายถึง ฌานที่กำหนดอากาศ (space) อันอนันต์
2.2 วิญญาณัญจายตนะ หมายถึง ฌานที่กำหนดวิญญาณอนันต์
2.3 อากิญจัญญายตนะ หมายถึง ฌานที่กำหนดภาวะที่ไม่มีสิ่งใด ๆ
2.4 เนวสัญญานาสัญญายตนะ หมายถึง ฌานที่เลิกกำหนดสิ่งใด ๆ โดยประการทั้งปวง เข้าถึงภาวะมีสัญญาก็ไม่ใช่ ไม่มีสัญญาก็ไม่ใช่

         ญาณ (insight ,knowledge) หมายถึงความรู้ ความปรีชาหยั่งรู้ หรือความปรีชากำหนดรู้ แบ่งออกเป็น 2 หมวด คือ
หมวดที่ 1 ญาณ 3 ประกอบด้วย

1. อติตังสญาณ หมายถึง ญาณหยั่งรู้อดีต รู้อดีตและสืบสาวหาเหตุปัจจัยอันต่อเนื่องในอดีตมาได้
2. อนาคตตังสญาณ หมายถึง ญาณหยั่งรู้อนาคต หรือรู้อนาคตและหยั่งผลที่จะเกิดสืบต่อไปได้ในอนาคต
3. ปัจจุบันนังสญาณ หมายถึง ญาณหยั่งรู้ปัจจุบัน หรือรู้ปัจจุบันและกำหนดถึงองค์ประกอบและเหตุปัจจัยของเรื่องที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน

หมวดที่ 2 ญาณ 3 ประกอบด้วย
1. สัจจญาณ หมายถึง ญาณหยั่งรู้สัจจะ คือความหยั่งรู้ความจริงในอริยสัจ 4 เช่น นี่คือทุกข์ นี่คือทุกขสมุทัย เป็นต้น
2. กิจจญาณ หมายถึง ความหยั่งรู้กิจอันจะต้องทำในอริยสัจ 4 เช่น ทุกข์ควรกำหนดรู้ ทุกขสมุทัย ควรละเสีย เป็นต้น
3. กตญาณ หมายถึง ความหยั่งรู้อันได้ทำแล้ว คือ ความหยั่งรู้กิจอันจะต้องทำในอริยสัจ 4 แต่ละอย่างนั้นได้ทำเสร็จแล้ว