Untitled Document
๖.๓ การถวายภัตตาหาร สิ่งของที่ควรถวายและสิ่งของต้องห้ามสำหรับพระภิกษุ

สิ่งของที่ควรถวายพระภิกษุ

1. ข้าวและอาหารที่จะนำมาถวาย นิยมเป็นข้าวปากหม้อและกับข้าวปากหม้อ คือ เป็นสิ่งที่ปรุงเสร็จใหม่ ๆ ยังไม่ได้ตักออกไปเพื่อบริโภคหรือใช้อย่างอื่น ส่วนกับข้าวที่ปรุง หากเป็นเนื้อสัตว์ไม่ควรฆ่า เพื่อถวายพระโดยเฉพาะ
2. สิ่งของที่นำมาถวายพระทุกอย่างควรเป็นสิ่งของที่ได้มาหรือใช้ทรัพย์ที่บริสุทธิ์ จัดซื้อมารวมทั้งเจตนาที่จะถวายก็ต้องบริสุทธิ์ด้วย
3. ปกติสิ่งของที่จะนำมาถวาย ก็มี ข้าว กับข้าว และของหวาน แต่ในบางกรณีอาจถวายดอกไม้ ธูปเทียน ผ้าที่สมควรแก่สมณะหรือสิ่งของเครื่องใช้ต่าง ๆ อันสมควรแก่สมณบริโภค

สิ่งของต้องห้ามสำหรับพระภิกษุ

1. ภัตตาหารที่เป็นเนื้อสัตว์ จะต้องไม่เป็นเนื้อสัตว์ที่ฆ่าเพื่อถวายพระโดยเฉพาะ
2. เนื้อสัตว์จะต้องไม่เป็นเนื้อสัตว์ 10 ชนิด ที่ห้ามพระภิกษุฉัน ได้แก่ เนื้อมนุษย์ เนื้อช้าง เนื้อม้า เนื้อสุนัข เนื้องู เนื้อราชสีห์ เนื้อเสือโคร่ง เนื้อเสือเหลือง เนื้อหมี เนื้อเสือดาว
3. ไม่ควรถามพระภิกษุว่าชอบอาหารชนิดใด ชอบอาหารที่ถวายหรือไม่ เพราะเป็นการไม่สมควรอย่างยิ่ง

๖.๔ การถวายสังฆทาน


เครื่องสังฆทาน

         การถวายทาน คือ การถวายวัตถุที่ควรให้เป็นทาน ในทางพระพุทธศาสนาเรียกว่าวัตถุที่ควรให้เป็นทานนี้ว่า “ทานวัตถุ” จำแนกได้เป็น 10 ประการ คือ
1. ภัตตาหาร
2. น้ำรวมทั้งเครื่องดื่มอันควรแก่สมณบริโภค
3. ผ้า เครื่องนุ่งห่ม
4. ยานพาหนะ สงเคราะห์ปัจจัยค่าโดยสารเข้าด้วย
5. มาลัย และดอกไม้เครื่องบูชาพระ
6. ของหอม หมายถึงธูปเทียนบูชาพระ
7. เครื่องลูบไล้ หมายถึงเครื่องสุขภัณฑ์สำหรับชำระร่างกายให้สะอาด มรสบู่ เป็นต้น
8. ที่นอนอันควรแก่สมณะ
9. ที่อยู่อาศัย มีกุฎีเสนาสนะและเครื่องสำหรับเสนาสนะ เช่น เตียง ตู้ โต๊ะ เก้าอี้ เป็นต้น
10. เครื่องตามประทีปมีเทียนจุดใช้แสง ตะเกียง น้ำมันตะเกียง และไฟฟ้า เป็นต้น

           ทั้ง 10 ประการนี้ ควรถวายเป็นทานแด่ภิกษุสามเณรเพื่อใช้สอยหรือบูชาพระตามสมควรสังฆทาน นั้น หมายถึง ทานที่อุทิศแก่สงฆ์ มิได้เจาะจงแก่บุคคล โดยนิยมที่เข้าใจทั่วไปในเรื่องการถวายสังฆทานนี้ ก็คือการจัดภัตตาหารถวายพระภิกษุสงฆ์ไม่เกี่ยวกับการถวายวัตถุทางอย่างอื่น ๆ การจัดภัตตาหารถวายสงฆ์อย่างนี้ เรียกว่า ถวายสังฆทาน

            เครื่องสังฆทาน ก็คือ ทานวัตถุที่จะถวายเป็นสังฆทานมีภัตตาหารเป็นที่ตั้ง นอกนั้นจะมีของเป็นบริวารอื่น ๆ ได้แก่ น้ำรวมทั้งเครื่องดื่มอันควรแก่สมรบริโภค ผ้า เครื่องนุ่งห่ม ดอกไม้ ธูปเทียน สบู่ ยาสีฟัน ผงซักฟอก คิลานเภสัช ได้แก่ ยารักษาโรคต่าง ๆ รวมทั้งปัจจัยซึ่งอาจทำใบปวารณาถวายก็ได้

๖.๕ การถวายผ้าอาบน้ำฝน

การถวายผ้าอาบน้ำฝน

            ผ้าอาบน้ำฝน หรือที่เรียกว่า ผ้าวัสสิกสาฎก คือ ผ้าสำหรับใช้นุ่งในเวลาอาบน้ำฝน หรืออาบน้ำทั่วไป เรียกกันว่าผ้าอาบน้ำฝนและเรียกกันสั้น ๆ ว่า “ผ้าอาบ” แต่เดิมพระพุทธเจ้าทรงอนุญาตให้ภิกษุสงฆ์ทรงไว้แต่ผ้า ๓ผืน ที่เรียกว่า ไตรจีวร คือ สังฆาฏิ ผ้าคลุมชั้นนอก อุตตาสงค์ ผ้าห่ม (จีวร) แลอันตรวาสก ผ้านุ่ง (สบง) เท่านั้น ยังหาได้ทรงอนุญาตให้ใช้ผ้าอาบน้ำฝนไม่ เมื่อเวลาฝนตกภิกษุบางรูปปราถนาจะอาบน้ำฝนไม่มีผ้าอื่นจะผลัดนุ่งอาบก็เปลือยกายอาบน้ำฝน ครั้งหนึ่ง นางวิสาขามหาอุบาสิกาใช้นางทาสีไปยังอาราม นางทาสีเห็นภิกษุเปลือยกายอาบน้ำฝนก็เข้าใจว่าเป็นพวกอาชีวก (ชีเปลือย) จึงกลับมาบอกนางวิสาขาว่า ไม่มีภิกษุในอารามเลย มีแต่อาชีวกนอกพระศาสนานางวิสาขาจึงได้ทูลขอพร
ต่อพระพุทธเจ้าเพื่อจะถวายผ้าสำหรับผลัดอาบน้ำฝนแก่ภิกษุทั้งหลายพระพุทธเจ้าก็ทรงอนุญาตให้ภิกษุทั้งหลายรับผ้าอาบน้ำฝนได้แต่นั้นมา
ผ้าอาบน้ำฝนนี้ ต้องทำให้ถูกต้องพระวินัยบัญญัติ โดยประมารที่พระพุทธองค์ทรงอนุญาตไว้ คือ เป็นผ้าผืนยาว 6 คืบพระสุคต กว้าง 2 คืบครึ่ง คิดโดยประมาณของช่างไม้ปัจจุบัน ยาวรวม 4 ศอกกับ 3 กระเบียด กว้างราว 1 ศอก 1 คืบ กับ 4 นิ้ว 1 กระเบียดเศษ ถ้าทำให้ยาวหรือกว้างเกินประมาณนี้ไป ภิกษุใช้สอยต้องอาบัติ ต้องตัดส่วนที่กว้างหรือยาวเกินประมาณนั้นออกเสียจึงแสดงอาบัติได้อีกประการหนึ่ง ทรงบัญญัติเขตกาลที่จะแสวงหา เขตกาลที่จะทำเขตกาลที่จะนุ่งห่ม และเขตกาลอธิษฐานใช้สอยไว้ว่า

ก. ตั้งแต่แรม 1 ค่ำเดือน7๗ ถึงวันเพ็ญเดือน 8 รวมเวลา 2 ปักษ์เป็นเวลา 1 เดือนในปลายฤดูร้อน นี้เป็นเขตกาลแสวงหา
ข. ตั้งแต่ขึ้น 1 ค่ำเดือน 8 ถึงวันเพ็ญ เป็นเวลากึ่งเดือนท้ายฤดูร้อน เป็นเขตกาลทำนุ่งห่ม
ค. ตั้งแต่แรม 1 ค่ำเดือน 8 ไปจนสิ้นฤดูฝน คือ เพ็ญเดือน 12 รวมเวลา 4 เดือน นี้เป็นเขตกาลอธิษฐานใช้สอย ถ้ายังไม่ถึงเขตกาลที่ทรงอนุญาตไว้นี้ ภิกษุแสวงหาได้มา หรือทำนุ่งห่ม หรืออธิษฐานใช้สอยท่านปรับอาบัติโดยความมุ่งหมายและเหตุผลดังกล่าวนี้ เมื่อถึงกาลที่ภิกษุจะต้องแสวงหาผ้าอาบน้ำฝน คือ ตั้งแต่แรม 1 ค่ำเดือน 7 เป็นต้นไปจนถึงวันเพ็ญเดือน 8 ทายกจึงมักถือโอกาสบำเพ็ญกุศลโดยจัดหาผ้าอาบน้ำฝนเข้ากันหลาย ๆ คน จนครบจำนวนภิกษุสามเณรในวัดนั้น ๆแล้วนำไปถวายในที่ประชุมสงฆ์ กำหนดถวายระหว่างข้างขึ้นเดือน 8 ตั้งแต่วันขึ้น 1 ค่ำไป แต่ในปัจจุบันโดยมากกำหนดวันถวายเป็นหมู่ ณ วันขึ้น 15 ค่ำเดือน 8 คือ ก่อนวันเข้าพรรษา 1 วัน เพื่อพระสงฆ์รับแล้วใช้ได้ทันที่ไม่ต้องรอเพราะอยู่ในเขตกาลทำและใช้ จะกำหนดวันใดแล้วแต่ฝ่ายทายกนัดหมายและตกลงกับทางวัด ในการถวายมีระเบียบปฏิบัติ ดังนี้

1. ในวันกำหนดถวายผ้าสัสสิกสาฎก ภิกษุสามเณร และอุบาสกอุบาสิกาควรประชุมพร้อมกันในโรงอุโบสถ หรือในศาลาการเปรียญแห่งใดแห่งหนึ่งแล้วแต่เหมาะสม ก่อนถวายเจ้าอาวาสหรือภิกษุผู้สามารถรูปหนึ่งพึงแสดงธรรมอนุโมทนาวัสสิกสาฎกทานของทายก 1 กัณฑ์ ถ้าวันถวายกำหนดในวันธรรมสวนะประจำ เทศน์กัณฑ์วันธรรมวสนะนี้ควรต่อท้ายอนุโมทนาวัสสิกสาฎกทานด้วยเลย

2. เมื่อแสดงธรรมจบแล้ว หัวหน้าทายกนำกราบพระและว่า นโม พร้อมกัน 3 จบก่อน ต่อนั้นนำถวายผ้าวัสสิกสาฎก ซึ่งตั้งไว้ ณเบื้องหน้าต่อหน้าพระสงฆ์ให้ว่านำเป็นคำๆ ทั้งคำบาลีและคำแปล

คำบาลี อิมานิ มยํ ภนฺเต, วสฺสิกสาฎกานี, สปริวารานิ, ภิกฺขุสงฺฆสฺส, โอโณชยาม, สาธุ โน ภนฺเต,
ภิกฺขุสงฺโฆ, อิมานิ, วสฺสิกสาฎกานิ, สปริวารานิ, ปฏิคฺคณฺหาตุ, อมฺหากํ, ทีฆรตฺตํ หิตาย, สุขาย.

คำแปล ข้าแต่พระสงฆ์ผู้เจริญ ข้าพเจ้าทั้งหลาย ขอน้อมถวาย ผ้าอาบน้ำฝน กับทั้งบริวารเหล่านี้แด่พระพระภิกษุสงฆ์ ขอพระภิกษุสงฆ์จงรับ ผ้าอาบน้ำฝน กับทั้งบริวารเหล่านี้ของข้าพเจ้าทั้งหลาย เพื่อประโยชน์และความสุข แก่ข้าพเจ้าทั้งหลาย สิ้นกาลนาน เทอญ ฯ
ถ้าไม่มีเครื่องบริวารถวายพ่วงด้วย ก็ตัดคำบาลีว่า “สปริวารานิ” และ คำแปลว่า”กับทั้งบริวาร” ออกเสียทุกแห่ง


3. ในระหว่างทายกกล่าวคำถวายพระสงฆ์ทั้งหมดควรประนมมือพอจบคำถวายแล้ว พระสงฆ์รับ “สาธุ” พร้อมกัน แล้วเจ้าอาวาสหรือภิกษุจีวรภาชนะ (เจ้าอธิการแจกจีวร) ของวัดนั้นออกรับผ้าแทนสงฆ์ หรือจะทำสลากติดผ้าและไทยธรรมที่มีประกอบสำรับหนึ่งให้พระสงฆ์จับอีกสำรับหนึ่ง โดยลงเลขตรงกัน รูปใดจับได้เลขอะไร เป็นของใคร ก็ให้เจ้าของไทยธรรมเลขนั้นนำมาประเคนรูปนั้นเป็นรายตัว ดังนี้ก็ได้

4. ประเคนเสร็จแล้ว พระสงฆ์อนุโมทนา

5. ระหว่างพระว่า ยถา ทายกทั้งหมดพึงกรวดน้ำ แล้วประนมมือรับพรไปจนจบเป็นอันเสร็จพิธี