New Document


๕.๑ รู้และเข้าใจวิธีปฏิบัติและประโยชน์ของการบริหารจิตและเจริญปัญญา

จิต คือ ธรรมชาติที่รับรู้อารมณ์ที่มากระทบทางตา หู จมูก ลิ้น กายและใจได้ จิตเป็นนามธรรม สัมผัสและแตะต้องไม่ได้ แต่รู้ได้ว่ามีลักษณะว่องไว ปรับเปลี่ยนไปมา ไม่อยู่นิ่ง ทำให้เกิดอาการฟุ้งซ่าน
พระพุทธองค์จึงทรงแนะนำให้ฝึกจิตหรือบริหารจิตด้วยการฝึกสติให้มีพลัง และว่องไว จนสามารถรู้เท่าทันจิตที่วุ่นวาย ฟุ้งซ่านเหล่านั้น ทำให้จิตสงบลงและเปลี่ยนจากอกุศลจิตเป็นกุศลจิต

วิธีฝึกจิตนี้เรียกว่า การเจริญสติปัฏฐาน 4 (อำไพ สุจริตกุล. ม.ป.ป. : 36)
การฝึกสติไว้ "สติทันจิต"

“โลกภายนอกมองออกไปใครใครรู้ โลกภายในลึกซึ้งอยู่รู้บ้างไหม
อยากรู้โลกภายนอกมองออกไป
อยากรู้โลกภายในมองใจตน”

มนุษย์เราส่วนใหญ่กลัวภัยจากภายนอก จึงพยายามหาสิ่งที่ป้องกันและคุ้มครองให้พ้นจากภัย เช่น สร้างรั้วบ้านป้องกันภัย ทั้งดีบ้าง ไม่ดีบ้าง แต่มนุษย์มักไม่รู้ว่าแท้จริงแล้ว ภัยที่สำคัญและเป็นอันตรายต่อชีวิตของตนยิ่งกว่าภัยจากภายนอกคือ ภัยจากภายใน นั่นคือ“ทุกข์” ที่เกิดในจิตของตนนั่นเอง

โดยปกติจิตของมนุษย์มักจะผูกพันกับอดีตและใฝ่ฝันถึงอนาคต เมื่อได้รับการกระทบทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ก็ต้องตอบสนองด้วยอำนาจของกิเลส (ราคะหรือโลภะ โทสะ โมหะ) ที่ชอบใจหรือไม่ชอบใจ เกิดผลเป็นความสุขบ้างทุกข์บ้าง แม้ผลจากที่จิตกระทบความชอบใจเป็นความสุข เมื่อสุขนั้นเปลี่ยนไปหรือลดน้อยถอยลงไปก็เกิดเป็นความทุกข์ เพราะวิตกกังวลและมีอาการเครียดเกิดขึ้น ถ้าไม่รู้จักระงับความวิตกกังวลหรือผ่อนคลายความเครียด ก็จะเกิดปัญหาทางจิตประสาทขึ้นได้ สรุปว่า ภัยคือทุกข์นั้น เกิดขึ้นที่ใจ โดยผ่านเข้ามาทางทวารทั้ง 6 คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ นั่นเอง